วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประเพณีทอดกฐิน


ประเพณีทอดกฐิน
ความเป็นมาของกฐิน


ภิกษุ ชาวเมืองปาไฐยรัฐ 30 รูป ได้เดินทางเพื่อมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แต่ยังไม่ทันถึงเมืองสาวัตถี ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน พระสงฆ์ทั้ง 30 รูป จึงต้องจำพรรษา ณ เมืองสาเกตุในระหว่างทาง พอออกพรรษาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ออกเดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดาด้วยความยากลำบากเพราะฝน ยังตกชุกอยู่ เมื่อเดินทางถึงวัดพระเชตวัน พระพทธเจ้าได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง เมื่อทราบความลำบากนั้นจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนไตรมาสสามารถ รับผ้ากฐินได้ และภิกษุผู้ได้กรานกฐินได้อานิสงส์ 5 ประการ ภายในเวลาอานิสงส์กฐิน (นับจากวันที่รับกฐินจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4) คือ
ไปไหนไม่ต้องบอกลา
ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับสามผืน2
ฉันคณะโภชน์ได้ (ล้อมวงกันฉันภัตตาหารได้) 3
เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้โดยที่ยังมิได้วิกัปป์ และอธิษฐาน โดยไม่ต้องอาบัติ
จีวรลาภอันเกิดขึ้น จักได้แก่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว

กฐิน (บาลี: กฐิน, เขมร: បុណ្យកឋិន, พม่า: ကထိန်) เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาทเป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้  โดยคำว่าการทอดกฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท
การได้มาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย
ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมาช้านาน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี ในปัจจุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ในสังฆกรรมสำคัญของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน
กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง 1 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันเพ็ญเดือน 12) ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลา ทอดกฐิน หรือ เทศกาลทอดกฐิน

เขตกำหนดทอดกฐิน
                    การทอดกฐินเป็นกาลทาน ตามพระวินัยกำหนดกาลไว้ คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ใคร่จะทอดกฐิน ก็ให้ทอดได้ในระหว่างระยะเวลานี้ จะทอดก่อนหรือทอดหลังกำหนดนี้ ก็ไม่เป็นการทอดกฐิน
                    แต่มีข้อยกเว้นพิเศษว่า ถ้าทายกผู้จะทอดกฐินนั้น มีกิจจำเป็น เช่นจะต้องไปในทัพ ไม่สามารถจะอยู่ทอดกฐินตามกำหนดนั้นได้   จะทอดกฐินก่อนกำหนดดังกล่าวแล้วพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงอนุญาตให้ภิกษะรับไว้ก่อนได้

ลำดับพิธีถวายกฐิน
๑. นำผ้ากฐินไปวัดที่จะถวาย ถ้ามีการแห่แหนไป เมื่อเข้าไปในวัดแล้วจะนำองค์กฐินเวียนโบสถ์ (วัดหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ) เช่นเดียวกับการนำนาคเวียนโบสถ์ด้วยก็ได้ หรือจะไม่เวียนก็ได้
๒. นำผ้ากฐินพร้อมด้วยบริวารกฐินไปตั้งไว้ ณ สถานที่ที่ถวายให้เรียบร้อย สถานที่ถวาย เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ จงพิจารณาดูว่า ที่ไหนจะเหมาะ (คำว่า เหมาะ หมายถึง ที่กว้างพอที่จะเข้าไปนั่งร่วมอนุโมทนาได้พอสมควร) เมื่อถึงเวลาที่พระสงฆ์จะทำพิธีของท่าน (สังฆกรรม) ท่านจะต้องไปทำในโบสถ์เสมอ ทำนอกโบสถ์ไม่ได้ ถ้าวัดไม่มีโบสถ์ก็ต้องทำในเขตแม่น้ำ หรือในเขตสระใหญ่ ๆ
๓. เมื่อเจ้าภาพไปถึงสถานที่ถวายผ้ากฐินแล้ว ให้จุดเทียนธูปสักการะบูชาและกราบพระรัตนตรัยก่อน ดอกไม้ธูปเทียนสำหรับสักการะบูชาพระรัตนตรัยนี้ เจ้าภาพจะนำไปด้วยก็ได้ หรือจะให้คนไปจัดไว้ที่วัดก่อนก็ได้ เรื่องนี้ตามประเพณีนิยมถือกันว่า ไปวัดทั้งทีควรมีดอกไม้ธูปเทียนไปสักการะบูชาด้วย การนำไปพร้อมกับเจ้าภาพไม่ยุ่งยาก เพียงให้คนถือตามไปมีเทียน ๒ เล่ม ธูป ๓ ดอก ดอกไม้ ๑ กำ ก็พอแล้ว เมื่อไปถึงก็นำไปสักการะบูชา ณ สถานที่จัดไว้ ถ้าให้คนไปจัดไว้ที่วัดก่อน ควรมีโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ปูผ้าขาว ตั้งแจกัน ๑ คู่ พร้อมด้วยธูป ๓ ข้างหน้าวางหมอนไว้ ๑ ใบ ถ้าไม่มีหมอนก็ใช้ ผ้าขาวปูไว้แทน จะใช้ผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดขนาดเหมาะสมก็ได้ เมื่อเจ้าภาพไปถึง ก็ให้จุดเทียนธูปสักการะบูชาพระรัตนตรัยที่จัดไว้นี้ แล้วกราบพระ ๓ ครั้ง
๔. ตามประเพณีนิยมในต่างจังหวัด ในบางถิ่น ถ้ามีการทอดกฐินชาวบ้านที่ทำบุญในวัดที่จะทอดนั้น จะพากันไปร่วมอนุโมทนาด้วยเป็นจำนวนมาก เวลาถวายผ้ากฐินก็ร่วมถวายด้วย ถ้าในถิ่นที่ชาวบ้านนิยมประเพณีนี้ก็ควรอนุโลม คือ ใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกกับผ้าไตรกฐิน (อย่าผูกให้แน่นนักจะแก้ออกลำบากให้ผูกเป็นเงื่อนกระตุกได้) เมื่อผูกแล้วโยงมาวงเครื่องบริวารกฐินให้รอบ ที่เหลือจากนั้น ให้ผู้ที่มาร่วมอนุโมทนาถือด้วยกันทุกคน เวลาจะโยงวงบริวารกฐิน ให้เว้นด้ายสายสิญจน์ไว้ในระยะประมาณจากที่ตั้งองค์กฐิน ไปถึงหัวอาสน์สงฆ์ เพราะเวลานำผ้ากฐินไปประเคนนั้น ยังไม่ได้แก้ด้ายสายสิญจน์ออก ประเคนผ้ากฐินแล้วจึงแก้ออก ทั้งนี้ถือกันว่าผู้ร่วมอนุโมทนาได้ประเคนร่วมด้วย เพราะเขาถือกันว่า การทำบุญถ้าได้ประเคนกับมือตนเองได้บุญมาก เรื่องด้ายสายสิญจน์นี้ ถ้าในท้องถิ่นที่ไม่นิยมก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เพียงแต่ประนมมือว่าคำถวายตามไปด้วยก็พอแล้ว
๕. เมื่อพร้อมแล้ว ถึงเวลาถวายผ้ากฐิน ให้เจ้าภาพหยิบผ้าห่มพระ (ผ้าห่มพระประธาน) มอบให้แก่มรรคนายก เพื่อนำไปห่มพระประธาน แล้วประเคนตาลปัตรแด่พระสงฆ์ผู้เป็นประธาน เพื่อท่านจะได้ใช้ในการให้ศีล
๖. มรรคนายกหรือพิธีกรอาราธนาศีล เจ้าภาพพร้อมด้วยผู้มาร่วมอนุโมทนากฐิน ตั้งใจรับศีลโดยพร้อมเพรียงกัน
๗. มรรคนายกหรือผู้ช่วยพิธีกรนำผ้ากฐินมามอบให้ประธาน ส่วนพานแว่นฟ้าที่วางผ้ากฐินนั้น ให้นำไปตั้งไว้เบื้องหน้าพระสงฆ์รูปที่ ๒ หรือที่ ๓ นับจากหัวอาสน์สงฆ์ เพื่อว่าเมื่อกล่าวคำถวายผ้ากฐินเสร็จแล้ว จะได้นำผ้ากฐินไปวาง ณ ที่นั้น ทั้งนี้หมายความว่าผ้ากฐินตั้งไว้ รวมกับเครื่องบริวารกฐิน การตั้งรวมไว้เป็นหมวดหมู่ก็เพื่อความสวยงาม ไม่ได้ไปตั้งไว้ที่หัวอาสน์สงฆ์ก่อน เมื่อผู้เป็นประธานรับผ้ากฐินแล้ว ให้อุ้มประคองประนมมือหันหน้าไปทางพระปฏิมาประธาน (ในการทอดกฐินนี้ ถ้าสามีภรรยาไปทอดด้วยกัน จะจับผ้ากฐินด้วยกันก็ได้ และก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่าได้ทำบุญร่วมกันจริง ๆ ) เมื่อหันหน้าไปทางพระประธานแล้ว ให้ตั้งนะโม ... ๓ จบ แล้วหันหน้าไปทางพระสงฆ์

   คำถวายผ้าพระกฐินหลวง 

                             อิมัง ภันเต สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน 

                                            ภันเต สังโฆ อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง ปะฏิคคันหาตุ ปะฏิคคะเหต.วา จะ 
                                            อิมินา ทุสเสนะ กะฐินัง อัตถะระตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ 
                    แปลว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายซึ่งผ้ากฐิน กับทั้งผ้าบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งผ้ากฐิน
กับทั้งผ้าบริวารทั้งหลายเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้นรับแล้ว จงกรานกฐินด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ
                                                                                            คำถวายผ้าพระกฐินอีกแบบหนึ่ง 
                                            อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะจีวะระทุสสัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ (ว่า 3 หน) 
                    แปลว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายซึ่งผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระสงฆ์ (แบบที่องค์การศึกษาคณะสงฆ์รับรองแล้ว)

                    เมื่อจบคำถวายนี้แล้ว พระสงฆ์จะรับพร้อมกันว่าสาธุ แล้วผู้เป็นเจ้าภาพหรือเป็นประธานในการทอกฐินนั้นก็เข้าไปเอาผ้าไตรกฐินประเคน

ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ หรือจะไม่ประเคนเอาไปวางไว้เฉย ๆ ก็ได้ แล้วต่อจากนั้นก็จัดการถวายเครื่องบริขารต่าง ๆ ตามที่ได้ตระเตรียมมา ต่อจากนั้น
พระสงฆ์ก็จะได้จัดการมอบผ้าไตรกฐินนั้นให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่ลงความเห็นแล้วว่าเป็นผู้สมควรจะได้รับผ้านั้น เมื่อท่านทำพิธีกรานกฐินเสร็จแล้ว
ท่านก็จะได้อนุโมทนาต่อไป



จุลกฐิน

           พระมหาดำรง  แห่งสำนักสงฆ์ภูจวจ ตำบลทัพหลวง  อำเภอบ้านไร่   จังหวัดอุทัยธานี  ได้อธิบายความหมายของจุลกฐินไว้ว่า จุลกฐิน แปลว่า  กฐินน้อย  หมายถึง  กฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน  คนไทยสมัยก่อน เรียกว่า กฐินแล่น  แม้ในภาคอีสานปัจจุบันก็ยังมีเรียกชื่อนี้อยู่  วิธีจัดการจุลกฐินนี้จะต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว   จึงต้องใช้กำลังคนมาก   มีความสามัคคีมากด้วย   จึงจะบรรลุจุดหมายแห่งศรัทธาอันแรงกล้านี้ได้   มีการสมมติเอาเมล็ดฝ้ายไปหว่าน   จนงอกเป็นต้นฝ้าย  เจริญเติมโต  มีลูกฝ้าย   จนในที่สุดแตกเป็นดอกฝ้าย   ผู้ปฏิบัติพากันเก็บดอกฝ้ายเอามาปั่นเป็นด้าย  พอเป็นผืนผ้า  แล้วนำไปทอดถวายสงฆ์    สงฆ์มอบให้ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้กรานกฐิน    เป็นพิธีสังฆกรรม     ชาวบ้านก็ช่วยพระทำจีวร   คือตัด   เย็บ   ย้อม   ตากจนเสร็จ   พระทำพินทุอธิษฐานผ้าขั้นสุดท้ายมีการประชุมสงฆ์  เพื่ออนุโมทนา  นี้คือกระบวนการที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นภายใน  ๑ วัน  ถ้าไม่เสร็จก็เป็นโมฆะ  แต่ถ้าผู้ต้องการถวายไม่มีกำลังคนมากพอ  ก็จะใช้วิธีรวบรัด  คือเริ่มตั้งแต่การนำผ้าขาวเป็นผืน ๆ  ที่พอจะทำจีวรได้ผืนหนึ่ง  ขนาดกว้าง  ๒  เมตร  ยาว  ๓  เมตร  แล้วทอดถวายสงฆ์  หลังจากพระรูปหนึ่งทำพิธีกรานกฐินแล้ว  คณะผู้ถวายก็จะช่วยพระทำต่อไปอีก  คือ  ซัก  กะ  ตัด เย็บ  จนแล้วเสร็จ
                จุลกฐิน   อาจจะเป็นกฐินหลวง   หรือกฐินราษฎร์   ก็ได้  ถ้าทายกผู้มีศรัทธาอันแรงกล้าได้สืบรู้ว่า  วัดใดยังไม่ได้รับกฐิน  และเมื่อเวลาจวนจะถึงวันสุดท้ายของเทศกาลกฐินตามพุทธานุญาต   ฉะนั้น  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติการทุกอย่างให้สิ้นในวันนี้ให้ได้    เหตุที่จะต้องผลิตผ้าเองทุกขั้นตอนก็เพราะสมัยโบราณไม่มีผ้าขาย  จึงกลายเป็นธรรมเนียมในสมัยต่อ ๆ มา   แม้จะมีผ้าขายก็ไม่นิยมซื้อมาถวาย  เพราะถือว่าผิดธรรมเนียมจะไม่ได้กุศลแรง (จ. เปรียญ ๒๕๒๔ / ๑๒๔)
                ส่วนที่ว่าทำไมต้องมีธงจระเข้ด้วยนั้น  ท่านอธิบายว่า ธงจระเข้  ขบวนแห่องค์กฐินนิยมให้มีธงรูปนางปัจฉา  แมงป่อง   จระเข้   ตะขาบ   นำหน้าด้วย    ถ้าเป็นการแห่ทางน้ำก็ใช้ธงจระเข้  นางมัจฉา  แต่ถ้าเป็นการแห่ทางบกใช้ธงตะขาบ  แมงป่อง  ธงดังกล่าวนี้ใช้ผ้าขาวเนียนรูปสัตว์  ๔  ชนิดนี้  ชนิดใดชนิดหนึ่ง   เหตุผลของการมีธงเหล่านี้นำหน้าขบวนแห่ก็เป็นเพียงธรรมเนียมนิยมเท่านั้น  มีใช่เรื่องพุทธบัญญัติ  ต้นเหตุที่มีการปฏิบัติเช่นนี้  สืบเนื่องมาจากนิทานพื้นบ้านปรัมปราคือ  ครั้งหนึ่งอุบาสกคนหนึ่ง  แห่องค์กฐินไปทางเรือ  เพื่อจะนำไปทอดถวาย    ณ  วัดแห่งหนึ่ง  มีจระเข้ตัวหนึ่งเลื่อมใสศรัทธาในพิธีทอดกฐินมาก  จึงว่ายตามขบวนไปจนหมดแรง ว่ายต่อไปไม่ได้แล้ว     จึงได้ขอร้องให้อุบาสกเจ้าขององค์กฐินช่วยกรุณาเขียนรูปตัวเองให้คนถือร่วมขบวนแห่ไปด้วย  แล้วก็กลั้นใจตาย  อุบาสกผู้มีน้ำใจเมตตาก็ปฏิบัติตามคำขอร้องของจระเข้   ต่อมาภายหลังจึงเป็นธรรมเนียมการถือธงรูปจระเข้นำขบวนแห่องค์กฐินสืบมาจนทุกวันนี้  เพื่อบูชาน้ำใจแห่งศรัทธาของจระเข้ที่มีในพระพุทธศาสนา
                อีกเรื่องหนึ่ง    การที่คนเราจะเดินทางเวลากลางคืน    ในสมัยโบราณก็อาศัยดวงดาวเป็นเครื่องบอกเวลาและชี้ทาง เช่น  จะเคลื่อนขบวนแห่องค์กฐิน ไปทอดที่วัดไกล ๆ ต้องออกเดินทางแต่เช้ามืด  พอดาวจระเข้ขึ้นก็แสดงว่าจวนจะสว่างแล้ว  ก็เคลื่อนขบวนได้  ต่อมาจึงมีผู้ทำธงจระเข้ขึ้นให้คนถือนำหน้าขบวนเพิ่มขึ้นมาอีกประการหนึ่ง     ในจำนวนธงทิวหลาย ๆ ประเภทที่ใช้ถือนำหน้าขบวน  คนรุ่นหลังก็ทำสืบ ๆ กันมาจนเป็นธรรมเนียม  พอทอดกฐินเสร็จก็ปักธงไว้หน้าวัดเพื่อแสดงว่า  วัดนั้นได้รับผ้ากฐินแล้ว (จ. เปรียญ ๒๕๒๔/๑๒๔/๑๒๕)
     ในครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์ทรงแนะนำให้นางปชาบดีโคตมี  นำผ้าไปถวายแด่พระสงฆ์   ในครั้งนั้นนับว่าเป็นการเริ่มต้นของการถวายผ้ากฐิน      และการถวายผ้ากฐิน  ถือเป็นการถวายสังฆทานอย่างหนึ่งด้วย  จึงเชื่อกันว่าจะทำให้มีเสื้อผ้าอาภรณ์บริบูรณ์  เมื่อมีเสื้อผ้าบริบูรณ์ก็จะทำให้ร่างกายอบอุ่น  เมื่อร่างกายอบอุ่นก็จะทำให้สุขภาพแข็งแรง
          จุล    แปลว่า  เล็ก หรือ น้อย     กฐิน  แปลว่า ไม้สะดึง ซึ่งหมายถึง  การทำผ้ากฐินอันได้แก่  ผ้าจีวร  ผ้าสบง  หรือผ้าสังฆาฏิ  อย่างใดอย่างหนึ่งให้แล้วเสร็จภายใน 24 วัน แล้วนำไปทอดในวันเดียวกันนี้เอง    ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันว่า ครั้งพุทธกาลผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อพระพุทธ  ศาสนา  อยากทำผ้ากฐินถวายแด่พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษามาครบ  3  เดือนแล้ว  แต่ก็ยังไม่ได้ปลูกฝ้าย  ความมีศรัทธาทำให้รู้ถึงเทวดาๆ  จึงได้เนรมิตสวนฝ้ายขึ้นและส่งนางฟ้าลงมาเก็บดอกฝ้ายไปส่งให้  ในที่สุดก็สามารถทำผ้ากฐินแล้วเสร็จและนำไปทอดในวันเดียวกันนี้เอง   และเรียกว่า การทอดผ้าจุลกฐิน   จึงถือเอาเป็นแบบอย่างตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
              ดังนั้น การทำผ้าจุลกฐินต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งวัน เมื่อกำหนดเวลาไว้น้อยก็จำเป็นต้องใช้คนและใช้ค่าใช้จ่ายเป็นตัวช่วยมาก  ในสมัยโบราณผู้ที่จะทำได้จะต้องเป็นผู้มีทรัพย์มาก  เป็นผู้มีบริวารมาก  เป็นผู้มีบุญบารมีมาก  และสิ่งสำคัญต้องมีผู้ที่ทอผ้าเป็นจำนวนมากด้วยจึงจะทำได้  เมื่อการทำผ้าจุลกฐินจะต้องเป็นผู้มีทรัพย์มาก  บริวารมาก   และมีบุญบารมีมาก    หากใครได้มีโอกาสมาร่วมบุญจุลกฐินก็เชื่อว่าจะทำให้ตนมีทรัพย์บริวารมาก  ไม่ขัดสนเงินทอง  มีแต่คนรักคนเมตตาปราศจากศัตรูเพราะการทำบุญมักจะรู้จักผู้คนมาก  และจะทำการค้าขายหรือประกอบอาชีพใดๆ  ก็จะเจริญรุ่งเรืองเพราะเป็นบุคคลน่าเชื่อถือไว้วางใจ
ตัวอย่างการทอดกฐิน



หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัย ณ ที่นี่ด้วย


แหล่งอ้าวอิง

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

Ict กับอาเซียน



ก.ไอซีที เผยแพร่แผนแม่บท ASEAN ICT Masterplan 2015 รองรับประชาคมอาเซียน
            นางสาวอารีวรรณ ฮาวรังษี รักษาการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียน หรือ ASEAN ICT Masterplan 2015” ว่า การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ถือเป็นความท้าทายและโอกาสของประเทศ โดยประเด็นที่เห็นได้ชัดเจน คือ โอกาสจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การลดอุปสรรคทางการค้า และโอกาสในการลงทุน ด้วยจำนวนประชากรที่รวมกันกว่า 600 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่ 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ มูลค่าการค้ารวม 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้อาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่และดึงดูดการลงทุนจากประเทศนอกอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังมีประเทศพัฒนาหลายประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย สหรัฐฯ และรัสเซีย ให้ความสนใจภูมิภาคอาเซียน และเข้าร่วมเป็นคู่เจรจากับอาเซียน

           นอกจากนี้ การเป็นประชาคมยังช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศทุกด้าน รวมถึงความสามารถในการรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ในระดับโลกที่ส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาค เช่น สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่วนเรื่องความท้าทายนั้น ยังมีหลายปัจจัยที่อาเซียนต้องคำนึงถึง เช่น ความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา และระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก วิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก ผลกระทบทางลบจากการเชื่อมโยงภูมิภาค เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบการค้ามนุษย์ การค้าอาวุธ ยาเสพติด การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมถึงสร้างความรู้สึกร่วมของประชาชนให้ตระหนักถึงหน้าที่ในการเป็นประชากร ของอาเซียน
            ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องพร้อมรับกับการก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า ทั้งในเชิงรุกที่จะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นประชาคมอาเซียน และในเชิงรับที่ต้องปกป้องและแก้ไขผลกระทบในแง่ลบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยขณะนี้  กระทรวงไอซีที อยู่ระหว่างการจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะครอบคลุมภารกิจต่างๆ ของกระทรวงฯ ทั้งด้านการพัฒนาไอซีที การเตือนภัยพิบัติ และความร่วมมือด้านสถิติ รวมทั้งได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานความร่วมมืออาเซียนด้านโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศในการกำกับดูแลและขับเคลื่อนการดำเนินโครงการและ กิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเป็นประชาคมอาเซียนด้วย
           ด้าน นายอาจิน จิรชีพพัฒนา ผู้อำนวยการสำนักกิจการระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อมีการเห็นชอบให้จัดตั้งประชาคมอาเซียนขึ้นภายในปี 2558  ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ TELMIN ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 จึงได้เห็นชอบโครงการจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียน หรือ ASEAN ICT MASTERPLAN 2015 และอนุมัติการสนับสนุนเงินจากกองทุน ASEAN ICT Fund เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางกิจกรรมความร่วมมือด้านไอซีทีและสนับสนุน การรวมกลุ่ม  ของอาเซียน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านไอซีที ซึ่งต่อมาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อร่วมพิจารณาจัดทำแผน แม่บทฯ รวมทั้งให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยมีผู้แทนของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเข้าร่วมในคณะกรรมการดังกล่าว 
             หลังจากนั้นในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 10 เมื่อเดือนมกราคม 2554 ที่ประชุมได้มีการรับรองแผนแม่บท ASEAN ICT Masterplan 2015 และมีการประกาศแผนแม่บทฉบับดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยเป็นแผนแบบเบ็ดเสร็จที่มีการระบุยุทธศาสตร์ แผนการดำเนินงาน เป้าหมาย รวมทั้งระยะเวลาการดำเนินการภายใน 5 ปีที่ชัดเจน และภายหลังจากการรับรองแผนแม่บทฯ แล้ว ที่ประชุมอาเซียนยังได้เห็นชอบให้สมาชิกแต่ละประเทศจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริม และประชาสัมพันธ์แผนแม่บทฯ ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ ภาคการศึกษา ได้รับทราบและมีส่วนร่วมในการผลักดันแผนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ
               กระทรวงฯ จึงได้จัดให้มีการสัมมนาเผยแพร่และประชาสัมพันธ์แผนแม่บท ASEAN ICT Masterplan 2015 อย่างเป็นทางการขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ การเป็นประชาคมอาเซียน รวมทั้งกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตลอดจนบทบาทของประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งประกอบด้วย ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจประมาณ 250 คน นอกจากนั้น กระทรวงฯ ยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม สมาคมโทรคมนาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย มาร่วมให้ความรู้ และข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์กับผู้เข้าร่วมสัมมนาอีกด้วย




วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

ICTกับเศรษฐกิจพอเพียง

ICT กับ เศรษฐกิจพอเพียง


ในหัวข้อเรื่องยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรในด้าน  ICT  ข้าพเจ้าคิดว่าการที่จะส่งเสริมให้บุคลากรในองค์การมีความรู้ ความสามารถ ในด้าน  ICT  และให้มีความเชื่อมโยงกับคำว่า  “เศรษฐกิจพอเพียง”  บางคนอาจคิดว่าใน 2 เรื่องนี้เป็นเส้นขนานกันก็ว่าได้ เพราะ  ICTเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีอันทันสมัย ส่วนคำว่า  “เศรษฐกิจพอเพียง”  บางคนก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับท้องไร่ท้องนา เกี่ยวกับชนบท ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจกับคำว่า  “เศรษฐกิจพอเพียง”  ก่อน  เศรษฐกิจพอเพียงในความคิดของข้าพเจ้าก็คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รู้จักใช้ในสิ่งที่จำเป็น สิ่งที่ผลิตขึ้นเองในประเทศได้  ในส่วนของ  ICT  ก็จะประกอบไปด้วย  HARDWARE  และ  SOFTWARE  ถ้าเป็นในด้านของ  HARDWARE  ให้ทุกคนมีจิตสำนึกในการดูแลรักษาการใช้งานเครื่องมือเครื่องใช้ในสถานที่ทำงานให้เหมือนเป็นของตนเอง  มีอายุการใช้งานที่ยาวนานเพราะนั่นก็หมายถึงเป็นการประหยัดการใช้งบประมาณแผ่นดินหรือเงินตราของประเทศที่จะไหลออกไปนอกประเทศ ส่วนในด้าน  SOFTWARE  จัดให้มีการระดมสมองของบุคลากรภายในองค์การที่จะคิดค้นหรือพัฒนาโปรแกรมใหม่ ๆ ใช้เองโดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อจากต่างประเทศ  ข้าพเจ้าเคยได้ยินคำพูดคำหนึ่งมานานแล้ว คำพูดนั้นคือ  ไทยทำ ไทยใช้  ไทยเจริญ  คงจะใกล้เคียงกับคำว่า   “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้


ปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" กับ "ยุทธศาสตร์การพัฒนา ICT"

  เนื่องจากยุทธศาสตร์ที่1 เป็นยุทธศาสตร์ที่มีการพัฒนาอาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรให้ได้รับความรู้ และทักษะที่มีความเหมาะกับการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้รู้ ICTและสามารถใช้ ICT อย่างมีคุณธรรม และจริยธรรม เพื่อประโยชน์ในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และเป็นการสร้างองค์ความรู้สู่สังคม และจัดให้มีเครือข่ายความร่วมมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับบุคลากรในการปฏิบัติงาน โดยมีการจำแนกกลุ่มเป้าหมายตามกลุ่มงาน และกลุ่มอายุ มีการจัดทำแผนในการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้สอดคล้องกับภาระงาน  และการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี
           จากยุทธศาสตร์ที่ 1 จะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างดี  เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับพฤติกรรมในทุก ระดับ เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชน ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน  จนถึงระดับรัฐ  รวมถึงการพัฒนา  และการบริหารประเทศ  ซึ่งจะต้องดำเนินไปในทางสาย กลาง และต้องอาศัยความพอประมาณ ความมีเหตุผล ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน ต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีจิตสำนึกในคุณธรรม  และความซื่อสัตย์สุจริต  ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน  ความพากเพียร ความมีสติ  เพื่อให้พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากโลกภายนอก และเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ด้วย
           ดังนั้น  การเลือกยุทธศาสตร์ที่  1  จึงมีความสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมากที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาความรู้  และทักษะที่มีความเหมาะกับการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ   การใช้ ICT อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม   การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง   การสร้างองค์ความรู้สู่สังคม  การสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาบุคลากรเพื่อให้สอดคล้องกับภาระงาน และการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี เป็นต้น

 ICT กับเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ทางสายกลาง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ  ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสมดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียรมีสติปัญญาและความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุสังคมสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม จากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
    เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ( ICT ) หมายถึง  การใช้เทคโนโลยีในการแสวงหาเพื่อให้ได้มาข้อมูลและข่าวสาร การติดต่อ  การทำกิจกรรมต่าง ๆ  การ ส่งข้อมูลข่าวสาร และติดต่อปฏิสัมพันธ์กัน เป็นต้น
   ปัญหาการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ คือ เนื่องจากเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่นับว่าทันสมัยและเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมาก เช่น คอมพิวเตอร์  โทรศัพท์มือถือ  ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ เป็นต้น ปัญหาก็คือ 1. ตัวผู้ใช้เทคโนโลยีสามารถใช้เทคโนโลยีได้ดีมากน้อยแค่ไหน ใช้คุมค่าไหม  จำเป็นต่อการใช้เทคโนโลยีชิ้นที่แพงนั้นหรือเปล่า  2. คนไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า  3.  บุคคลที่มีความรู้ความสามารถจริงในเรื่องเทคโนโลยีมีน้อย 4.การศึกษาของคนในประเทศส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ  เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาการนำเทคโนโลยีมาใช้
 
 
การศึกษากับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คือ สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วนั้นต้นเหตุหลักประการหนึ่ง คือ การขาดโอกาสทางการศึกษา ความยากจน เป็นต้นเพราะการศึกษาเป็นกุญแจนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ดังพุทธพจน์ว่า  นัตถิ ปัญญา สมา อภา แสงสว่างเปรียบเสมือนปัญญาไม่มี  ปัญญาก็คือตัวความรู้นั้นเอง ฉะนั้น รัฐ ต้องส่งเสริมให้คนทุกคนมีการศึกษาและคุณธรรมก่อน โดยเฉพาะให้การศึกษาเกี่ยวกับทางสายกลาง หรือเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต ในการประกอบอาชีพ และการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศที่ทันสมัยในการหาข้อมูล เพราะถือว่าในโลกอนาคตจะเป็นคลังอาวุธคลังปัญญาที่ดีเยี่ยม
   การนำเศรษฐกิจพอเพียงกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ คือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต้องใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระ ราชดำรัส ได้แก่ รู้จักใช้ตามความจำเป็น และตามกำลังทรัพย์ของคนนั้น หรือเรียกว่ารู้จักใช้พอประมาณ  ตามเหตุผล ไม่ไปตามกระแสโลกประกอบกับใช้หลักธรรมเข้ามาช่วย เช่น ไม่ใช้เทคโนโลยีไปในทางที่ผิด และหมั่นดูแลรักษาตลอดถึงในการใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดตามความจำเป็น